รถตระกูล Neo Sport Café

 

รถตระกูล Neo Sport Café

 

Neo Sport Café
เป็นรถตระกูลที่เรียกได้ว่าเป็นตระกูลที่สุดฮิตในประเทศเลยก็ว่าได้ครับ
ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบที่โดนใจใครหลายๆคน ความสวยงาม
หรือออฟชั่นที่ติดมากันรถล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ทำให้คนชื่นชอบของรถที่เป็
น Neo Sport Café เป็นอย่างมาก
ซึ่งระประเภทนี้เป็นการรวมกันระหว่าง สาย Sport และ Café
ซึ่งให้ความแตกต่างในการขับขี่ไปอีกแบบเลยครับ จากที่ทาง Honda
ได้เปิดตัวของรถตระกูลนี้มา
ซึ่งเรียกได้ว่ามีครบทุกคลาสเลยก็ว่าได้ครับ ไม่ว่าจะเป็น CB150R ,
CB300R , CB650R , CB1000R ซึ่งทั้ง 4
รุ่นนี้ได้รับความนิยมมากในไทยครับ
ตัวผมเองก็ชื่นชอบรถตระกูลนี้เช่นกันครับ ไม่ว่าจะเป็น ช่วงล่างของรถ
หรือจุดศูนย์กลางของรถที่ถ่ายเทน้ำหนักลงมา เรียกได้ว่าถอด DNA
บางอย่างมาจากรถ RC213V เลยก็ว่าได้ครับ
ฐานล้อที่พอดีของรถทำให้ความคุมง่ายอีกด้วยครับ

ซึ่งจุดเด่นอีกอย่างของรถตระกูลนี้คือการขับขี่ที่ง่าย
ควบคุมง่ายอีกต่างหาก รถยังสามารถเข้าถึงง่ายอีกด้วยครับ
เรามาพูดถึงเรื่องสเป็คเครื่องยนต์ของแต่ละรุ่นในตระกูล Neo Sport
Café กันดีกว่าครับ

 

 

รุ่นแรก CB 150 R
ซึ่งเป็นรถที่เรียกได้ว่าหลังจากที่ได้ทดสอบแล้วผมชอบมากๆครับ
ข้อดีเป็นยังไงเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังครับ Honda CB 150 R
มาพร้อมกับเครื่องยนต์ หัวฉีด PGM-FI ขนาด 150 cc DOHC 4 วาล์ว
ขนาดยางหน้า 110 หลัง 150 
อุปกรณ์ที่ติดมากับรถก็ให้มาคุ้มค่าเอามากครับไม่ว่าจะเป็น Shock up
หน้าแบบ Up-Side Down จากทาง Showa ขนาด 41 มม.
พร้อมทั้งระบบไฟส่องสว่าง  LED รอบคันกับไฟเลี้ยวมาในแบบ  Full
Led  Lighting System เรือนไมล์มาในแบบ New Full LCD
Multifunction Meter มาพร้อมกับไฟบอกเกียร์และไฟชิฟไลท์

อ๊อฟชั่นรุ่นนี้ที่ยัดมาในรถเยอะมากครับ มันคือรถเล็กสเป็ก
บิ๊กไบค์นั่นเอง

 

 

ข้อดีของรถคันนี้คือช่วงล่างครับ ช่วงล่างแน่นมาก
(ส่วนตัวผมชอบมากกกก)
ขนาดกระโดดขึ้นเนินรถไม่มีอาการเลยทั้งๆที่เป็นแฮนด์บาร์
ทุกอย่างของเรียกกระชับและให้ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันคนขี่เป็นอย่า
งมากครับ เหมาะสำหรับคนที่เริ่มขับขี่เป็นอย่างมากครับ
และรถรุ่นนี้เหมาะแก่การขับขี่ในเวลามากครับ
เนื่องด้วยรถที่ควบคุมง่าย อัตราเร่งที่ดีมาก เวลาเร่งแซงมั่นใจได้เลย
บิดติดมือเลยครับ
จึงทำให้รถรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ขับขี่ในเมืองมากครับ
สำหรับคนที่ใช้ออกทริปก็อาจจะเหนื่อยนิดหน่อยครับ
แต่ถ้าขึ้นดอยขึ้นเขารับรองเลยว่าขี่สบายเลยครับเร่งดีมากด้วยครับ

 

 

 

      รุ่นที่สองคือ CB300R เป็นตัวที่ใหญ่ขึ้นมาอีก 1 รุ่น
และทำมาเป็นเครื่อง 300 ซึ่ง CB300R มีเครื่องยนต์ขนาด 286cc แบบ
DOHC 4 วาล์ว 1 ลูกสูบ ขนาดกระบอกสูบและช่วงชักอยู่ที่  76 x
63mm อัตราส่วนกำลังอัดเท่ากับ 10.7:1 ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ
ให้แรงม้ามาสูงสุดที่ 31 ตัว และทอร์คสูงสุดที่ 27 นิวตันเมตรหัวฉีด
PGM-Fi เกียร์ 6 สปีดน้ำหนักตัวของรถอยู่ที่ 143 กิโลกรัม
ซึ่งตัวนี้จุดเด่นคือ ขนาดเครื่องที่มี 300 cc. ทำให้มีอัตราเร่งที่ดีกว่า
และรถคันนี้เหมาะแก่การเดินทางไกลหรือขี่ท่องเที่ยวมากครับ
ด้วยขนาดเครื่องที่พอดี
บวกกับสมรรถนะของช่วงล่างทำให้รถคันนี้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นครับ
โช๊คหัวกลับ หรือ Upside down โดดเด่นด้วยแกนโช้ก ขนาด 41 มม.
โช๊คหลังเป็นโช๊คอัพสปริงเดี่ยว โมโนโช๊คสามารถปรับระดับได้ 7 ระดับ

ยางแบบเรเดียล ขนาด 17 นิ้ว ยางหน้ามีขนาด 110/70 ยางหลังมีขนาด
150/60 ทำให้มั่นใจในการเข้าโค้งมากยิ่งขึ้นครับ

 

 

รถยังเป็นรถที่ควบคุมง่ายครับ ขี่ง่าย ไม่ดื้อโค้ง ตัว CB300R
ฐานล้อจะยาวกว่า ตัว CB150R ครับ
ทำให้ช่วงล่างอาจจะมีอาการนิดหน่อยเวลาขี่
แต่ถ้าปรับโช๊คหลังให้แข็งขึ้นรับรองเลยว่าเป็นรถที่ขี่สนุกมากๆครับ

 

 

เหลืออีก 2รุ่นที่เพิ่งเข้ามาและทางทีมงานของเรารวมถึงตัวผมเองยังไม่ได้ทด
สอบนั่นก็คือ CB650R และ CB1000R
สองรุ่นนี้คือสองรุ่นใหญ่ของตระกูล Neo Sport Café
เรามาดูสเป็คทั้งสองรุ่นนี้กันครับ

 

 

มาเริ่มที่ CB650R กันก่อนครับ เครื่องยนต์มาในขนาด 650 cc. 4
สูบเรียง แบบ DOHC 16 วาล์ว
ระบายความร้อนด้วยน้ำจ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด PGM-FI
สตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยระบบไฟฟ้า ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด
ให้แรงม้าสูงสุดที่ 93.87 hp ที่ 12,000 รอบต่อนาที
ซึ่งมากกว่าเครื่องเดิมของ CB650F ถึง 5% ด้วยกัน ทำให้ red line
นั้นเพิ่มขึ้นอีก 1,000 รอบต่อนาที และทอร์คสูงสุดอยู่ที่ 64 นิวตันเมตรที่
8,500 รอบต่อนาที เรียงว่าได้ความแรงเพิ่มมากอีกนิด

 

 

และปลายเดือนนี้ในงาน Motor Expo เรามาลุ้นกันครับว่า CB650R
ตัวนี้จะมาเปิดตัวในไทยหรือไม่ แต่ถ้าให้เดา
ผมว่ามีเปอร์เซ็นต์สูงครับที่จะมาเปิดตัวในเร็วๆนี้

 

และรุ่นสุดท้ายที่เราจะมาพูดถึงนั้นก็คือ CB1000R

 

 

ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของตระกูลเลยครับ ซึ่งเครื่องยนต์ที่ให้มามีขนาด 998 ซีซี
4 ลูกสูบแบบ DOHC 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ
ขนาดกระบอกสูบ X ช่วงชักอยู่ที่ 75.0  x 58.0 มิลลิเมตร
 อัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 11.2:1 มาเป็น 11.6:1
ด้วยการปรับการไหลเวียนของวาล์วไอดี
และไอเสียใหม่ทำให้โล่งขึ้นจึงได้กำลังอัดที่สูงขึ้น
จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ขนาด 44 มิลลิเมตร throttle
bodies ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบกันสะเทือนหน้าหัวกลับ
Upside – Down แบบ Separate Function จาก Showa
ระบบกันสะเทือนหลังจาก Showa แบบ Balance Free Rear Cushion
shock ทำงานร่วมกับ Single Side Swingarm อลูมิเนียม
ระบบเบรกหน้า floating discs ขนาด 310 มิลเมตร พร้อมปั้มเบรกแบบ
Radical 4 พอร์ต ระบบเบรกหลังดิสก์เดี่ยวขนาด 256 มิลลิเมตร
พร้อมระบบ ABS หน้าหลัง ตัวรถมีความสูงเบาะนั่งที่ 830 มิลลิเมตร
ถังน้ำทันจุได้ 16.2 ลิตร น้ำหนักตัวรถ 212

กิโลกรัมไม่รวมน้ำมันและของเหลว
ซึ่งอ๊อฟชั่นที่ให้มาเรียกว่ามาเต็มเลยครับ

 

 

สำหรับใครที่ชอบสายนี้ไม่ควรพลาดเลยครับ
และถ้าผมได้มีโอกาสหรือทดสอบพี่รองหรือพี่ใหญ่ของตระกูลนี้รับ
รองครับว่าไม่พลาดที่จะมารีวิวให้ทุกคนได้ชมกันแน่นอนครับ