ประสบการณ์และความทรงจำดีๆ ที่แม่ฮ่องสอน

ประสบการณ์ หาไม่ได้จากการนั่งมองรูปถ่าย อ่านหนังสือ หรือดูจากในอินเตอร์เน็ต 
แต่ประสบการณ์ หาได้จากการออกไปสัมผัส 
ไม่ว่าคุณจะดูรูปกี่หมื่นรูป อ่านหนังสือกี่ร้อยเล่ม ก็ไม่เท่าออกไปสัมผัสเองแค่ครั้งเดียว

     ขี่ Mocyc ไป Unseen ครั้งนี้  จะพาคุณหนีร้อนขึ้นเหนือไปไกลถึงแม่ฮ่องสอน ชื่นชมความงามของน้ำตกแม่สวรรค์น้อยและดอยปุย บ้านห้วยฮี้ ที่จะทำให้คุณรู้ว่าประสบการณ์และความประทับใจจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อคุณออกไปสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น

     เส้นทางจังหวัดเชียงใหม่ ไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีอยู่ 2 เส้นทางหลัก ๆ คือ ไปทางเส้น เชียงใหม่-ปาย-ปางมะผ้า ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเส้นทางวัดใจกับถนนที่คดโค้ง และอีกเส้นทางหนึ่ง คือเส้นอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ไปยัง อำเภอแม่สะเรียง 

     แต่เพราะก่อนเดินทาง เราได้ข้อมูลมาว่าที่อำเภอแม่สะเรียง ระหว่างจะมีน้ำตกที่สวยงามแต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักอยู่แห่งหนึ่ง เราจึงอยากจะไปให้เห็นด้วยตาของเราเช่นกัน นั่นคือ “น้ำตกแม่สวรรค์น้อย”

     กับระยะทางร่วม 300 กิโลเมตรจากจังหวัดเชียงใหม่ ไปแม่ฮ่องสอน เราเดินทางกันด้วยรถบ้านๆ ไม่จำกัดซีซี และในครั้งนี้ในทริปเราก็มีรถที่กำลังจะวิ่งครบ 100,000 กิโลพอดี เส้นทางนี้บอกได้เลยว่าเป็นเส้นทางที่เหมาะแก่การขี่มอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะมีทั้งทางยาวๆให้เราเพลินตากับวิวสองข้างทางอย่างสบายใจ และมีทางคดโค้งที่ให้เราได้ยืดเส้นยืดสายอีกหลายจุด

     เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนมากึ่งกลางศีรษะ  เราก็เดินทางมาถึง บ้านแม่สวรรค์น้อย หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ต้องขี่รถเข้าไปจากถนนใหญ่อีกราวๆ 4 กิโลเมตรผ่านถนนคอนกรีตและถนนลูกรัง มีบางช่วงที่ถนนอาจจะไม่ดีบ้าง แต่โดยรวมๆแล้ว รถบ้านๆที่พวกเราใช้ก็ขี่ไปได้อย่างสบายๆ

     การเดินทางเข้าไปตัวน้ำตก ต้องเดินเท้าเข้าไปตามทางเดินเท้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร ใต้เงาของต้นไม้ร่มรื่น บางช่วงมีสะพานไม้ไว้ให้เราไต่ข้าม บางช่วงก้อนหินและทางดินชื้นๆ ผ่านจุดแวะชมน้ำตกหลายจุด ความตื่นเต้นทีได้เห็นมันเหมือนค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละน้อย 

     จากน้ำตกจุดเล็กๆ สู่น้ำตกจุดสุดท้าย ที่ทำให้เราอดใจที่จะกระโจนลงไปสัมผัสความเย็นของน้ำตกไว้ไม่ได้ สายน้ำเย็นในแอ่งหินปูนทำให้ใจเราชุ่มฉ่ำ ทำให้ตัวของเราเปียกปอน ดับความร้อนจากแสงแดดเมื่อตอนกลางวันไปหมดสิ้น
น้ำตกแม่สวรรค์น้อย มันเหมือนสวรรค์ของพวกเราจริงๆ

     กว่า 170 กว่ากิโลเมตร ที่เราเดินทางมาสัมผัสกับธรรมชาติจนเต็มอิ่ม แต่ท้องของเรากลับเริ่มหิว ไหนๆเราก็มากันถึง อำเภอแม่สะเรียงแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือการแวะเข้าไปกินขนมจีนน้ำหยวก ของเด็ดของที่นี่

40 ปีที่เปิดขายมา เป็นการการันตีแล้วว่าอร่อยมัดใจคนที่ได้ลิ้มลองอย่างไม่ต้องพูดถึง อร่อยมากเสียจนพวกเรากินกันคนละสองสามชามกันเลยทีเดียว 
หากใครได้มีโอกาสได้มาเที่ยว อำแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขอบอกเลยครับว่าอย่าพลาดที่จะมาลิ้มลอง

     หลักจากที่เราลิ้มลองกับความอร่อยของขนมจีนน้ำหยวกกันจนเป็นที่พอใจแล้ว เราก็ออกเดินทางกันต่อ เพื่อไปยังเป้าหมายของเราในทริปนี้ บ้านห้วยฮี้ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

     10 กิโลเมตรก่อนถึงตัวจังหวัดแม่ฮ่องสอน แยก...ขึ้นไปยังหมู่บ้านอีก 20 กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์ในการเดินทางกันเลยทีเดียว หลังสิ้นสุดถนนคอนกรีต ก็จะเป็นทางดินที่หาความราบเรียบไม่ได้ มีร่องลึกหินลอยเต็มพื้นผิวถนน หากขับขี่ไม่ระมัดระวังก็อาจพลาดพลั้งเกิดอุบัติเหตุได้ นึกไม่ออกเลยว่าหากเป็นหน้าฝน ผู้คนที่นี่จะสัญจรไปมากันลำบากแค่ไหน

 

     ค่ำคืนนี้เราพักในโฮมสเตย์ของชาวบ้านที่ต้อนรับเราอย่างอบอุ่น ในช่วงฤดูร้อนเช่นนี้ หากอยู่ในเมืองเราคงต้องรีบหารีโมทมาเปิดแอร์หรือนอนแช่น้ำเย็น แต่สำหรับที่นี่ ค่ำคืนนี้อากาศเย็นเสียจนเราทุกคนต้องห่มผ้า

     เรานอนกันแต่หัวค่ำเพื่อให้ร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางได้พักผ่อน เพราะพรุ่งนี้เช้าเราต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อออกเดินทางไปยังจุด Unseen ของที่นี่ “ดอยปุย”

     การเดินทางขึ้นไปยังดอยปุย เราต้องขี่รถออกจากหมู่บ้านห้วยฮี้ไปประมาณ 4 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าขึ้นเขาไปอีกราว 2 กิโลเมตร ใช้เวลาร่วมสองชั่วโมง สำหรับพวกเราแล้ว ทริปนี้ถือเป็นทริปแรกเลยที่ต้องเดินอย่างจริงจัง เล่นเอาเราหลายคนหายใจหอบและเกือบจะถอดใจไปกันหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครยอมถอย เพราะเชื่อว่าอะไรที่แลกมาด้วยความลำบากมักจะไม่ธรรมดา ขอบฟ้าของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเราต้อนรับเราอยู่บนยอดเขาลูกโน้น

 

     บนความสูง 1,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล สายลมเย็นที่พัดจากยอดเขา ช่วยบรรเทาความระอุของอุณหภูมิร่างกายจากการปีนป่ายและเดินเท้าเมื่อครู่เสียจนเราหนาวสั่น นึกไม่ออกเลยว่าหากมาในฤดูหนาวเราต้องใส่เสื้อแขนยาวกันกี่ตัว 

 

     เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า วิว 360 ตรงหน้าก็ปรากฏ ภูเขาสลับซับซ้อนลดหลั่นกันไกลสุดสายตา ทุ่งหญ้าสีทอง และพระธาตุกองมูที่อยู่ไกลลิบๆ สวยงามเสียจนเราลืมความเหนื่อยและความหิวไปชั่วขณะ ดอยปุยและผาเพียงฟ้าในเวลานี้ช่างดีต่อใจเหลือเกิน

 

     ภาพที่เห็นบนนี้อาจจำทำให้เรารู้จักบ้านห้วยฮี้คร่าวๆเพียงสายตา เพราะหากอยากจะมาสัมผัสกับความเป็นไปของที่แห่งนี้ เราต้องมีเวลาไปคลุกคลีกับชาวบ้าน เช่นการนอนพักที่โอมสเตย์แบบพวกเราเมื่อคืนที่ผ่านมา

     ก่อนกลับออกจากบ้านห้วยฮี้ เราได้มีโอกาสได้ลิ้มลองอาหารที่ทำจากชาวบ้าน นั่งล้อมวงกันกินข้าวในขันโตกเดียวกัน รสชาติอาหารที่ว่าอร่อยแล้ว ยิ่งเสริมไปด้วยรสชาติการพูดคุยแบบเป็นกันเอง ก็ทำให้มื้อนี้เป็นมื้อพิเศษที่สร้างความสุขใจให้เราจนอธิบายเป็นคำพูดได้ไม่หมด

 

     ยุคสมัยและความเจริญอาจเข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนปัจจุบัน จนบางครั้งภูมิปัญญาและรากเหงาแห่งวิถีดั้งเดิมค่อยๆเลือนหายไปตามยุคสมัยที่ผันแปร แต่แปลกเหลือเกินที่ชาวเขาที่นี่ ยังคงมีความเป็นตัวตนของชนเผ่า และปรับเอาความทันสมัยมาใช้ควบคู่ไปด้วย เราจึงเห็นโลกอีกมุมมองหนึ่งที่หาไม่ได้ในเมืองวุ่นวายที่เราจากมา ถือว่าประสบการณ์และความทรงจำดีๆที่เราไม่อาจหาได้ หากไม่ออกเดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง
     สำหรับค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายให้กับชุมชนบ้านห้วยฮี้ ก็แค่หลักพัน โดยแยกเป็นค่าเข้าพักคนละ 100 บาท ค่าอาหารมื้อละ 70 บาทต่อคน และค่านำเที่ยว อีก 300 บาท กับพวกเรา 6 คน มันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งดีๆ ที่เราได้รับกลับคืนมา ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากๆ

 

     บ่ายแก่ๆเราออกเดินทางออกจากแม่ฮ่องสอนเพื่อกลับเชียงใหม่  แน่นอนว่าการเดินทางของเราสิ้นสุดลงในวันนี้ แต่มิตรภาพและประสบการณ์ดีๆที่เราได้รับจะยังคงอยู่ และเป็นจุดเริ่มต้นของความทรงจำในวันพรุ่งนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่าเราจะมีโอกาสได้มาร่วมทริปกันอีกครั้ง กับเรื่องราวการเดินทางของยานพาหนะสองล้อบนเส้นทางแห่งความสุข


วันหยุดนี้คุณทำอะไรกัน สำหรับพวกเราก็ยังคง ขี่ Mocyc ไป Unseen . . .